รีวิวซีรี่ส์ Stranger Things Season 2 (2017) สเตรนเจอร์ ธิงส์ ปี 2 (สปอยล์เต็มๆ)

รีวิวซีรี่ส์ Stranger Things Season 2 (2017) สเตรนเจอร์ ธิงส์ ปี 2 (สปอยล์เต็มๆ)

ทางเข้าดูหนังออนไลน์ฟรี 👉 Hopsmovie.com 👈 เว็บดูหนังฟรีที่มีหนังให้เลือกดูมากที่สุด

เอาล่ะครับ ผมจะสปอยล์ล่ะนะครับ ไม่อยากทราบอย่าอ่านเลย จริงๆ จะอยากหรือไม่อยากทราบผมก็ไม่รู้นะฮะ แต่ใครยังไม่ดูผมไม่อยากให้อ่านน่ะ อยากให้ไปสนุกตอนดูทีเดียวเลยดีกว่า ^_^ อรรถรสท่านจะได้ครบแบบเต็มปากเต็มคำ

ปีนี้สำหรับผมมันสนุกสมใจจริงๆ ครับ ยิ่งได้ดูรายการพิเศษ Beyond Stranger Things ที่มีการสัมภาษณ์ทีมผู้สร้างและเปิดใจเปิดปมอะไรหลายๆ อย่างแล้วมันยิ่งอินมากขึ้น ทำให้เราเห็น Easter Egg และปมต่างๆ ที่ผู้สร้างเขาอยากจะเน้น มันทำให้รู้เลยครับว่าคนทำเขาตั้งใจกันจริงๆ (แนะนำว่าใครดูปีนี้จบ ให้ต่อด้วยรายการพิเศษนี้เลยครับ มีให้ดูทาง Netflix แล้วท่านจะอินกับเรื่องราวมากขึ้นอย่างแน่นอน)

ผมขอชมพี่น้อง Duffer เลยครับ เขาทำออกมาได้ดีมาก การผูกเรื่อง วางเรื่อง มันเต็มไปด้วยรายละเอียดนะ และเขาก็ทำมันด้วยใจครับ หลายอย่างในหนังก็มาจากความทรงจำในวัยเด็ก ซึ่งพวกเขานั้นก็เป็นเด็กเนิร์ดน่ะครับ เข้าสังคมไม่เก่ง เหมือนกลุ่มตัวเอกใน ST เลย นั่นคงเป็นเหตุผลสำคัญครับที่เขาเล่าเรื่องพวกนี้ได้อย่างเข้าถึง

อย่างฉากเต้นรำตอนท้าย พวกเขาบอกเลยว่าวางสตอรี่บอร์ดไว้แล้ว ว่ามันจะจบที่ตรงนี้ ซึ่งอย่างที่บอกครับว่าผมชอบฉากนี้มาก เป็นฉากที่น่ารัก แฝงเรื่องราว บอกเล่าตัวตนของแต่ละคน บางคนก็สมหวัง แต่บางคนก็ทำได้แค่ยืนหรือนั่งเป็นวอลเปเปอร์ในงาน คือมันเป็นอะไรที่จริงและ Touching มากๆ

ผมชอบตอนที่แนนซี่พูดกับดัสตินว่า “สาวๆ วัยนี้ยังไม่รู้อะไร (เหมือนถึงวัยเดียวกับดัสติน) ต้องรอสักพักน่ะ” ประโยคนี้เหมือนกัดตัวเองน่ะครับ เพราะปีแรกแนนซีก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ต้องรอจนถึงปีนี้เมื่อผ่านอะไรมาหลายอย่าง เธอถึงเริ่มรู้ใจตัวเองมากขึ้น มันคือฉากที่มีความหมายจริงๆ

แก่นของปีนี้ มีทั้งเรื่องความสยองและเรื่องดราม่าครับ เริ่มจากเรื่องสยองที่ว่าด้วยสิ่งมีชีวิตจากโลกกลับด้านที่กลับมาอาละวาดอีกครั้ง โดยมีวิล (Noah Schnapp) เป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งปีก่อน Schnapp ไม่มีบทมากนัก แต่ปีนี้เขาได้ฝากการแสดงดีๆ ไว้เพียบครับ โดยเฉพาะตอนโดนควบคุมจนถูกมัดไว้ ฉากนั้นสุดยอดมาก Schnapp ถ่ายทอดบทวิลที่โดนขังในร่างตัวเองได้เด็ดขาดจนน่าปรบมือ

ดารารายอื่นก็เล่นได้ดีครับ ทุกคนร่วมซีนกันได้โดยไม่แย่งซีนกัน มิหน้ำซ้ำยังช่วยขับเน้นให้คนอื่นๆ ในซีนดูเด่นขึ้นด้วย คือถ้าว่ากันถึงพลังแล้ว ปีนี้พลังของหนังมีเยอะมาก ไม่เฉพาะดารา แต่รวมถึงงานฉาก ดนตรี Soundtrack มุมกล้อง ฯลฯ ทั้งหมดคือของดีที่มีคนปรุงชั้นเลิศ เลยทำให้งานออกมาดีและแน่นแบบสุดๆ ไปเลย

ถ้าถามว่าปีนี้ชอบตัวละครไหน ผมว่าผมชอบคู่ดัสติน (Gaten Matarazzo) กับ สตีฟ (Joe Keery) นะ คือเป็นคู่ซี้ต่างวัยที่แมตช์กันมาก ประมาณว่าโดนทิ้งให้โดดเดี่ยวเหมือนกัน เลยเข้าใจกันและเกิดมิตรภาพโดยปริยาย ซึ่ง 2 คนนี้ถือว่ามีพัฒนาการสูงมากครับ โดยเฉพาะสตีฟที่โตขึ้น หลังจากกึ่งๆ จะเป็นเด็กร้ายก็เติบโตขึ้น จนพี่แกกลายเป็นฮีโร่ที่ได้ใจคนดูไปเลย

และที่ลืมไม่ได้คือ Sean Astin ในบทบ็อบครับ พี่ท่านน่ารักมาก การมาของเขาถือว่ามีความหมายมากในฐานะหนึ่งในดาราเด็กคนสำคัญของยุค 80 ซึ่งการที่เขาเคยเล่น The Goonies มาก่อน และมารับบทเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนา ถือเป็นการคารวะยุค 80 ที่น่ารักมากๆ และแน่นอนครับว่าผมเศร้าเหมือนกันตอนเห็นเขาตาย (แต่ก็กะแล้วว่าพี่แกตายแน่นอน เหมือนใน 24 น่ะครับ) และอีกคนคือ Paul Reiser ครับ รายนี้ก็สุดยอดอีกเช่นกัน ตอนแรกผมก็เหมือนจะไม่ไว้ใจแกนะ แต่ Reiser สามารถถ่ายทอดให้เราเห็นว่าตัวละครของเขาไม่ใช่คนร้ายแบบใน Aliens แต่อย่างใด เล่นได้ดีมากครับ

ยอมรับอย่างหนึ่งว่าหลายอย่างในเรื่องนั้นเราเดาได้นะครับ มันคือสูตรของหนังแนวนี้อยู่แล้ว แต่การนำเสนอของซีรี่ส์มันมีชั้นเชิง มันแฝงอะไรหลายอย่าง เป็นการการนำเสนอ “ฉากเดิมๆ ตามสูตร” แต่ไม่ได้เป็นการนำเสนอที่แห้งแล้งครับ มันมีรายละเอียด มีการวางจังหวะอารมณ์ กระตุ้นเร้าเรา ทำให้เราอิน เลยทำให้สารพัดฉากเดิมๆ ที่เราเคยเห็น มันดูมีความสด และดูมีชีวิตในแบบของมัน

นอกจากนี้ซีรี่ส์ยังมีการคารวะหนังเก่าๆ คารวะ Stephen King, H.P. Lovecraft หรือ Steven Spielberg และที่ลืมไม่ได้คิือ Ghostbusters ไหนจะเกมตู้ ขนม และอะไรอีกหลายอย่าง ดูแล้วมันสนุกอิ่มเอมสำหรับคอหนังที่โตมากับยุค 80 – 90 แบบผมจริงๆ ครับ ชอบมาก

ที่ชอบอีกอย่างคือมันเน้นธีม Coming of Age ชัดขึ้นกว่าเดิมครับ พัฒนาของตัวละครมันเป็นอะไรที่น่าจดจำมาก และแต่ละการกระทำของตัวละครมันมีความหมาย แม้บางอันมันจะน่ารำคาญอยู่บ้าง เช่น การที่ดัสตินเก็บดาร์ท (ตัวประหลาดตัวเล็กๆ) เอาไว้ ซึ่งเราก็แทบอยากจะดดดเข้าไปในจอบอกให้ดัสตินเหยียบมันซะ อย่าเก็บมันไว้ แต่การกระทำนี้ก็มีเหตุผลในแบบของมัน (ประมาณว่าการที่เขาค้นพบเจ้าตัวนี่มันคือการเพิ่มความเท่ห์ประสาวัยรุ่น ยิ่งเขาแอบชอบแม็กซ์ด้วยแล้ว มันก็เหมือนอยากจะหาอะไรมาอวดสาวน่ะครับ ดังนั้นมันอาจดูชวนหงุดหงิดนะครับ แต่มันสะท้อนมิติของวัยรุ่นได้ดีทีเดียว)

โดยรวมแล้วซีรี่ส์ปีนี้สนุกมากๆ ครับ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความประทับใจ เป็นซีรี่ส์ที่ครบเครื่องมากๆ และถ้าว่างๆ ผมก็กะจะดูใหม่อีกสักรอบครับ และจะรอปี 3 อย่างใจจดใจจ่อ เพราะรู้สึกได้เลยว่าเรื่องมันยังมีอะไรให้ตามอีกเยอะมาก
คะแนนความชอบ 9/10
รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

ทางเข้าดูการ์ตูนออนไลน์ฟรี 👉 AnimeHaku.com 👈 เว็บดูอนิเมะ มีการ์ตูนพากษ์ไทยเยอะที่สุด

Similar Videos

รีวิว Project Almanac (2015) กล้า ซ่าส์ ท้าเวลา

2844 0

สิ่งแรกที่ผมทำหลังดู Project Almanac จบ คือเดินไปหยิบ The Butterfly Effect มาดูต่อทันที ทางเข้าดูหนังออนไลน์ฟรี 👉 Hopsmovie.com 👈 เว็บดูหนังฟรีที่มีหนังให้เลือกดูมากที่สุด รอบแรกที่ผมดู The Butterfly Effect นั้น ผมไม่ได้ชอบอะไรมากนะครับ ต้องรอจนผ่านไปหลายวันแล้วความชอบมันค่อยๆ ตึกผลึก ไปๆ มาๆ ชอบหนักเลย แล้วก็ดูซ้ำหลายรอบพร้อมกับตระหนักว่าหนังสไตล์นี้ทำยากอยู่เหมือนกันนะ ทางเข้าดูการ์ตูนออนไลน์ฟรี 👉 AnimeHaku.com 👈 เว็บดูอนิเมะ มีการ์ตูนพากษ์ไทยเยอะที่สุด

รีวิว Tremors 5: Bloodlines (2015) ทูตนรกล้านปี 5 สายพันธุ์เขมือบโลก

2036 0

หากเอลเลน ริปลี่ย์ คือคู่ปรับตลอดกาลของเอเลี่ยนแล้วล่ะก็ นายเบิร์ต กัมเมอร์ (Michael Gross) นี่ก็ถือว่าเป็นคู่แค้นอมตะของเหล่าทูตนรกล้านปีล่ะครับ ทางเข้าดูหนังออนไลน์ฟรี 👉 Hopsmovie.com 👈 เว็บดูหนังฟรีที่มีหนังให้เลือกดูมากที่สุด ทางเข้าดูการ์ตูนออนไลน์ฟรี 👉 AnimeHaku.com 👈 เว็บดูอนิเมะ มีการ์ตูนพากษ์ไทยเยอะที่สุด

รีวิวซีรี่ส์ Luke Cage ปี 1 (2016)

2782 0

https://www.youtube.com/watch?v=ytkjQvSk2VA ทางเข้าดูหนังออนไลน์ฟรี 👉 Hopsmovie.com 👈 เว็บดูหนังฟรีที่มีหนังให้เลือกดูมากที่สุด ถ้าเว้ากันซื่อๆ ก็คงต้องบอกว่าสปีดในการดู Luke Cage ของผมนั้นค่อนข้างช้าถึงช้ามากเมื่อเทียบกับ DareDevil หรือ Jessica Jones ที่ผมเอามาดูต่อกันยาวๆ แบบหยุดไม่ได้ คือมันรู้สึกอยากติดตามไปจนจบน่ะครับ ทางเข้าดูการ์ตูนออนไลน์ฟรี 👉 AnimeHaku.com 👈 เว็บดูอนิเมะ มีการ์ตูนพากษ์ไทยเยอะที่สุด